Home สมุนไพรเพื่อสุขภาพ น้ำมันมะพร้าว ช่วยฆ่าเชื้อมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้มากกว่า 93 % รู้แล้วกินให้ได้บ่อยๆ

น้ำมันมะพร้าว ช่วยฆ่าเชื้อมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้มากกว่า 93 % รู้แล้วกินให้ได้บ่อยๆ

2 second read
0
0
231

น้ำมันมะพร้าว

มีผลการรักษาจากไวรัสได้หลากหลายชนิด เชื้อรา ปรสิต และแบคทีเรียต่างๆ ได้จริง และยังส่งผลต่อการทำงานในระบบการย่อยอาหาร ตับ ผิวหนัง

และการรักษาบาดแผลได้ดี โดยเมื่อเร็วๆ นี้ น้ำมันมะพร้าวถูกนำไปใช้ในการรักษาการเกิดโรคหัวใจ และโรคเบาหวานอีกด้วย

ในการวิจัยล่าสุด แสดงให้เห็นว่า น้ำมันมะพร้าวมีศักยภาพในการต่อสู้กับโรคมะเร็ง เนื่องจากน้ำมันมะพร้าวมีกรดลอริคที่มีความสามารถกำจัดเซลล์มะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ถึง 98% ภายใน 48 ชั่วโมงเท่านั้น

นอกจากกรดลอริคจะมีความสามารถในการกำจัดเซลล์มะเร็งได้แล้ว ยังช่วยในกระบวนการเกิดและการทำลายอนุมูลอิสระ

พร้อมกับช่วยลดระดับกลูตาไธโอนที่เป็นสารมหัศจรรย์อย่างยิ่ง มีคุณอนันต์ต่อสุขภาพ ทำให้ร่างกายของเรามีอายุยืนยาวและแข็งแรงอีกด้วย

วิธีทำน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น 100% แบบธรรมชาติ

ทุกขั้นตอนการทำต้องสะอาด มะพร้าวต้องแก่ สมบูรณ์ ไม่มีงอก ไม่ใกล้เสีย ไม่มีสิ่งเจือปน ถึงจะสกัดได้น้ำมันมะพร้าว

วิธีทำ

1. นำเนื้อมะพร้าวแก่ 1 ส่วน น้ำอุ่น 1 ส่วนหรือประมาณเท่ากัน

2. คั้นด้วยน้ำอุ่นเพื่อให้ได้น้ำกะทิ เสร็จแล้วกรองด้วยกระชอนหรือผ้าขาวบาง

3. นำน้ำกะทิที่ได้ทั้งหมดเทใส่ภาชนะทรงกระบอก เช่น หม้อ ขวดโหล โถ เหยือกน้ำ หรือ ขวดน้ำเปล่าที่สะอาด แล้วปิดฝาไม่ต้องแน่นหรือไม่ปิดก้ได้

4. ตั้งวางไว้ในบ้านอุณหภูมิปกติ หัวกะทิจะค่อยๆ ลอยขึ้นด้านบน ประมาณ 12 ชั่วโมง จะเห็นน้ำมันใส หากหมักด้วยภาชนะใสถ้าเป็นภาชนะทึบ ให้เปิดฝ้าครีมกะทิด้านบนดู

5. เทใส่ขวดไว้ใช้งานได้เลยค่ะ

หากใส่ภาชนะใสหมัก จะมองเห็นการเปลี่ยนแปลงเป็น 5 ชั้น คือ

1. ครีมฝ้าบางๆ

2. น้ำมันมะพร้าวใส

3. ครีมกะทิที่ไม่เป็นน้ำมัน

4. น้ำหมัก

5. ตะกอน

เตรียมภาชนะกรอง

ถ้วยทนความร้อน (เพื่อจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนตอนจะระเหยน้ำ) หรือหม้อใบเล็กๆ นำกระชอนหรือตะแกรง วางบนปากถ้วย แล้วนำผ้าขาวบางพับ 8 ชั้น (มากชั้นเพื่อให้ได้น้ำมันใสไม่มีตะกอน) หรือใช้กระดาษชนิดกรอง

กรองน้ำมัน

1. ตักครีมฝ้าชั้น1 บน ใส่ถ้วยไว้

2. ค่อยๆ ตักชั้น 2 น้ำมันใส ที่อยู่บนครีมกะทิขึ้นมากรองให้หมด

3. ตักครีมกะทิชั้น 3  ที่ไม่เป็นน้ำมันจะลอยอยู่บนน้ำหมัก ใส่รวมไว้ในถ้วยที่ใส่ ชั้น 1 ไว้

4. น้ำหมักที่ชั้น 4 และชั้น 5 ตะกอน ทิ้ง หรือทำปุ๋ย

5. รอน้ำมันบนภาชนะกรองหยดจนหมด

การระเหยน้ำ

– นำน้ำใส่หม้อต้มให้เดือด นำตะแกรงวางบนปากหม้อ หรือใช้หม้อซึ้ง พอน้ำเดือดแล้วเบาไฟ

–  นำน้ำมันมะพร้าวใสที่ได้จากการกรองขึ้นวางบนตะแกรง

– ใช้ช้อนช่วยคนเพื่อให้ความชื้นหรือน้ำที่ปนมาระเหยออกไปเร็วขึ้น จะมีฟองอากาศเดือด ทำจนไม่มีฟองอากาศ ก็ปิดไฟ  หรือจะตั้งภาชนะที่มีน้ำมันลงในน้ำที่เดือดเบาๆ โดยไม่วางบนตะแกรงก็ได้เช่นกัน

– น้ำมันที่ระเหยน้ำแล้วใช้ได้ทันที

– แต่ถ้านำไปจำหน่าย หรือเป็นของฝาก ของเยี่ยม หลังจากระเหยน้ำเสร็จแล้วตั้งวางไว้ ประมาณ 7 วัน จนมั่นใจว่าไม่มีความชื้น และตะกอน

– จึงค่อยนำน้ำมันมะพร้าวใสบรรจุขวดซึ่งจะเก็บไว้ได้นานมากกว่า 1 ปี คงสภาพเดิม คุณภาพเยี่ยม

– หากไม่ทำการระเหยน้ำต้องใช้ให้หมดเร็ว  ถ้าเก็บไว้นานน้ำมันจะเหม็นตึ เหม็นหืน และเกิดเชื้อรา ถึงแม้จะใส่ตู้เย็นก็เหม็น และเกิดเชื้อรา

ครีมกะทิจากการหมัก

จากชั้น 1 และชั้น 3 ที่ไม่เป็นน้ำมัน และบนในผ้าขาวบาง ให้บิดแล้วนำลงกระทะทั้งหมด เปิดไฟอ่อนๆ เคี่ยวจนเนื้อครีมกะทิเป็นสีน้ำตาลอ่อน ก็ปิดไฟ รอจนเย็นก็ตักกรอง จะได้น้ำมันใสไว้ใช้ได้อีกส่วนหนึ่ง

หมายเหตุ 

1. การขูดมะพร้าวด้วยกระต่าย ให้ขูดหรือใช้ช้อน ขูดผิวสีดำที่ติดก้นกะลา ออกมาให้หมด เพราะวิตามินอี ของมะพร้าวอยู่ตรงที่ผิวดำติดเนื้อมะพร้าวที่ติดก้นกะลา เมื่อเราขูดออกมาหมดแล้วคั้นหมักไปด้วยกัน เราก็จะได้วิตามินอีมากมาย

2. กรณีซื้อหัวกะทิไม่ผสมน้ำจากตลาด เมื่อถึงบ้านนำเทใส่ภาชนะหมักทั้งหมด แล้วเติมน้ำอุ่นเท่ากับหัวกะทิ ปิดฝาตั้งวางไว้ในบ้าน

3. การซื้อมะพร้าวจากตลาด เราต้องลุ้นและทำใจเล็กน้อยในการจะได้น้ำมัน เพราะผู้ขายเครื่องใช้งานมากไม่ได้ล้าง และเว้นระยะการขูด ช่วงที่รอผู้มาซื้อ อาจเกิดเชื้อแบคทีเรีย หรือเครื่องไม่สะอาด เพราะเกิดการสะสมมะพร้าวใหม่เก่าที่ขูดตลอดเวลามีค้างในเครื่องบ้างอาจมีมะพร้าวไม่แก่ หรือมีมะพร้าวงอกปน การล้างก่อนขูดไม่สะอาด (แต่ผู้ขายบางคนใจดี เมื่อเราบอกว่าจะไปทำน้ำมัน เขาก็จะเลือกแก่ๆ และล้างให้ใหม่ก่อนนำไปขูด )

4. หากหมักไปแล้ว 12 ชั่วโมง ไม่เกิดน้ำมันใส เกิดแค่ 2 ชั้นคือครีมกะทิและน้ำหมัก สาเหตุมาจาก ข้อ 3 แล้วให้ตักครีมกะทิชั้นบนทั้งหมดลงกระทะ เคี่ยวไฟอ่อนๆ พยายามอย่าให้เนื้อครีมกะทิติดกระทะ คนไปมา (เมื่อยก็ปิดไฟหยุดพักแล้วเคี่ยวใหม่ได้) เคี่ยวจนกากเป็นสีน้ำตาลอ่อนก็ปิดไฟ จะได้น้ำมันใสแจ๋ว และได้น้ำมันเร็วกว่าการเคี่ยวหัวกะทิสด เพราะผ่านการหมักมาแล้ว แต่กากจะมีรสเปรี้ยว

5. หมักครบ 12 ชั่วโมงเป็นน้ำมันใสแล้วแต่ยังไม่ว่างกรอง เลย 12 ชั่วโมงก็ไม่เป็นอะไร เมื่อเกิดน้ำมันใสแล้ว ตัวน้ำมันดีเหมือนเดิม แต่ไม่ควรนานเกินหลายวัน

6. เมื่อตั้งวางหมักไม่ควรเขย่าขวด และเวลากรองก็ปล่อยให้น้ำมันหยดเอง ถ้าใช้ช้อนบี้ หรือขย้ำเพื่อให้หยดเร็ว ครีมกะทิที่ไม่เป็นน้ำมันและน้ำหมัก ปนลงไปด้วยแล้ว ทำให้น้ำมันขุ่นไม่ใส และเปรี้ยว

7. การที่จะกินกาก หรือขี้ออด หรือขี้แหย่ให้อร่อยนั้น ต้องเคี่ยวจากหัวกะทิสด โดยคั้นเหมือนกัน กรองแล้วตั้งวางไว้สักพัก รอจนหัวกะทิลอยขึ้นบนแล้วค่อยๆ ตักหัวกะทิลงกระทะ (หากนำลงทั้งหัวทั้งหางกะทิจะกระเด็นมากและได้น้ำมันช้ามาก) เคี่ยวไฟอ่อนๆ จนกากเป็นสีน้ำตาลอ่อน กากนี้หอมอร่อยมาก และน้ำมันที่ได้ก็หอมมาก การเคี่ยวแบบโบราณ หากต้องการเก็บน้ำมันไม่ให้ตกตะกอน ควรใส่ตู้เย็น จะเก็บไว้ได้นาน

8. ในฤดูหนาวหรือฝนตก ทำให้อากาศเย็น หากจะหมักทำน้ำมัน เมื่อใส่ภาชนะแล้ว แนะนำให้นำไปวางไว้ ด้านหลังตู้เย็น หรือข้างหน้าต่างในบ้าน ที่มีแดดภายนอก

9. ผ้าขาวบางที่ใช้กรองน้ำมันหลายชั้นนั้น จะซักเพื่อให้น้ำมันออกหลายครั้งมาก แนะนำให้ต้ม ก่อนนำไปซัก เวลาซักหากมีน้ำมะกรูดหรือน้ำมะนาวก็บีบใส่รวมลงไปในน้ำยาล้างจานหรือผงซักฟอก ก็จะซักง่ายสะอาดเร็ว

สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน

เรียบเรียงโดย: samunpaisecrete.com

Comments

comments

Check Also

ให้ครูเป็นสุขชั่วนิรันดร! กลุ่มนักเรียนนำมาลัยเข้ากราบครูขณะพักรักษาตัวที่ รพ. พร้อมบรรยากาศสุดซึ้ง!

ผ่านไปไม่นานสำหรับวันครู ในช่วงนี้เรามักจะได้เห็นภาพสุดน่ารักของนักเรียน ที่ร่วมกันระลึกถึ…