Home สมุนไพรเพื่อสุขภาพ แบตมือถือเสื่อมแก้ได้ ทำเองง่ายๆ ไม่ต้องเสียตังค์ซื้อแบตใหม่ และวิธีรักษาแบตเตอรี่ไม่ให้เสื่อมเร็ว

แบตมือถือเสื่อมแก้ได้ ทำเองง่ายๆ ไม่ต้องเสียตังค์ซื้อแบตใหม่ และวิธีรักษาแบตเตอรี่ไม่ให้เสื่อมเร็ว

22 second read
0
1
414

แบตเสื่อม ทำยังไง?

แบตเสื่อมแก้ไขให้กลับมาใช้ได้อีก สำหรับแบตที่ยังไม่บวมนะครับ สามารถทำให้นำกลับมาใช้ได้ หลายท่านคงเคยประสบปัญหาแบตโทรศัพท์ โน็ตบุค PDA หรือ PocketPC ตัวโปรดของคุณเก็บไฟไม่อยู่แต่สภาพแบตภายนอกยังดูดีและไม่บวม ผมมีวิธีที่จะช่วยแก้ปัญหาแบตไม่เก็บไฟมาฝากครับ

วิธีแก้ที่พบมักจะคล้ายๆ กัน

คุณกำลังสงสัยกันอยู่ใช้ไหมว่าจะนำกลับมาใช้ได้จริงหรือเปล่า? จากการที่ผมได้ลองทำดูแล้วกับเจ้าแบต ASUS P 535 ปรากฏว่าใช้ได้เหมือนใหม่เลยจริงๆ ครับ แบตสามารถกลับมาทำงานได้ 100% เลยครับ (มันจริงเหรอ!!) มาดูว่าเขาให้ทำกันยังไงนะครับ

1. ให้นำแบตที่เสื่อม (แต่ยังไม่บวม) แล้วนำหนังสือพิมพ์ มาหอให้เรียบร้อย สัก 3 ชั้น แล้วรัดด้วยหนังยางให้แน่น (เหตุผล ก็เพื่อให้หนังสือพิมพ์ดูดความชื้น และเพื่อป้องกันความชื้นเข้าแผงวงจรของแบตบางชนิดครับ)

2. แล้วนำมาใส่กล่องพลาสติก หรือใส่ถุงพลาสติกก็ได้ แล้วปิดให้สนิท

3. นำไปแช่ตู้เย็นช่องแช่แข็งครับ (ถ้าเป็นระบบ โนฟรอสต์ให้ความเย็นสม่ำเสมอ ไม่มีน้ำแข็งเกาะ ยี่ห้อไหนก็ได้)

4. แช่เอาไว้เป็นเวลา 3-7 วัน แต่ผมแนะนำให้แช่ 7 วัน เพื่อความชัวร์ ครับ

5. เมื่อครบตามกำหนด ให้แกะหนังสือพิมพ์ออกแล้วนำแบตมาใว้ ในอุณหภูมิห้องปกติ จนกว่าจะไม่มีไอน้ำมาเกาะหรือประมาณ 2 วัน ครับ

6. แล้วนำมาชาร์จทิ้งไว้ 8 ชม. เพื่อกระตุ้นเซล ครับ

7 วิธีที่ไม่ควรทำเวลาชาร์จมือถือ

1. อย่าชาร์จแบตจนเต็ม 100%

หลายๆ ท่านมักจะชอบชาร์จแบตเตอรี่จนเต็ม 100% เพราะคิดว่า เป็นการชาร์จที่ถูกต้องอยู่แล้ว แต่ผู้เชี่ยวชาญ แนะนำว่า ถ้าหากต้องการถนอมแบตเตอรี่ ควรจะให้แบตเตอรี่อยู่ระหว่าง 30-80% จะดีกว่า เน้นชาร์จบ่อยๆ แทนการชาร์จแช่ทิ้งไว้ข้ามคืน คือวิธีการถนอมแบตเตอรี่มือถือที่ถูกต้อง

2. อย่าปล่อยให้แบตหมดเกลี้ยง

แบตเตอรี่แบบ Lithium Ion นั้น จะเสื่อมได้ง่ายเมื่อถูกใช้งานจนหมดเหลือ 0% ฉะนั้น ถ้าหากไม่อยากให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว ไม่ควรใช้งานจนแบตเตอรี่หมดเกลี้ยงบ่อยเกินไป อย่างไรก็ดี ทาง แอปเปิล และผู้เชี่ยวชาญด้านแบตเตอรี่ ได้แนะนำว่า ควรใช้งานจนแบตเตอรี่เหลือ 0% บ้าง “แต่” ควรทำทุกๆ 1-2 เดือน ไม่ใช่ปล่อยให้แบตหมดติดต่อกันบ่อยเกินไป

3. อย่าปล่อยให้แบตเตอรี่ร้อนจัด

ข้อนี้ นับว่าสำคัญอย่างมากเลยทีเดียว เพราะความร้อนถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็ว ไม่ว่าจะเป็น ความร้อนจากแสงอาทิตย์ หรืออุณหภูมิร้อนจัด ณ ช่วงเวลานั้น ซึ่ง แอปเปิล ได้แนะนำว่า ช่วงอุณหภูมิที่เหมาะสมที่สุด ทั้งกับ iPhone, iPad, iPod Touch รวมไปถึง Apple Watch จะอยู่ที่ 32-95 องศาฟาเรนไฮต์ หรือ 0-35 องศาเซลเซียส นอกเหนือจากความร้อนแล้ว ความเย็นก็ส่งผลทำให้แบตเสื่อมไวได้เช่นกัน ฉะนั้น หากอยู่ในช่วงอุณหภูมิที่ร้อนจัด หรือเย็นจัด ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรหยิบ iPhone ขึ้นมาใช้จะดีที่สุด

หลายๆ ท่านคงจะนึกภาพไม่ออกว่า ใช้งานสมาร์ทโฟนอย่างไร ถึงปล่อยให้ตัวเครื่องร้อนได้ขนาดนั้น ยกตัวอย่างเช่น บางท่าน ลืมมือถือไว้ในรถ หรือวางไว้กลางหาดทรายตอนไปเที่ยว ซึ่งตัวผู้เขียนเองเคยเจอประสบการณ์แบตเสื่อมมาแล้วเช่นกัน กับการเก็บมือถือที่ไม่ได้ใช้ในรถ และตอนที่เปิดเครื่อง ก็พบว่า แบตเตอรี่ได้เสื่อมไปแล้ว

4. อย่าชาร์จแบบไร้สายบ่อยเกินไป

จริงอยู่ที่การชาร์จแบบไร้สายนั้น สะดวกตรงที่ไม่ต้องมีสายชาร์จมาเกะกะกวนใจ แต่ก็เป็นอันตรายต่อแบตเตอรี่เช่นกัน เนื่องจากตัวแบตเตอรี่มีการสัมผัสโดยตรงกับแท่นชาร์จ ทำให้เกิดความร้อนอย่างต่อเนื่อง และส่งผลทำให้แบตเตอรี่เสื่อมเร็วขึ้นนั่นเอง ฉะนั้น ควรจะหลีกเลี่ยงการชาร์จแบบไร้สาย แล้วหันมาใช้สายชาร์จ หรือ Power Bank แทน จะช่วยถนอมแบตเตอรี่ให้ใช้ได้ยาวนานขึ้น

5. ไม่ควรใส่เคสขณะชาร์จ

หลายๆ ท่านที่ชาร์จสมาร์ทโฟน มักจะชาร์จทั้งๆ ที่ใส่เคสอยู่ แต่ทราบกันหรือไม่ว่า เคสคือตัวกักเก็บความร้อนชั้นดีขณะทำการชาร์จ เพราะปกติการชาร์จแบตเตอรี่ จะส่งผลทำให้ตัวเครื่องร้อนอยู่แล้ว ยิ่งใส่เคสเข้าไปอีกชั้น ทำให้ความร้อนไม่สามารถระบายออกได้ ทำให้แบตเตอรี่ร้อนจัด ถ้าหากทำแบบนี้บ่อยๆ ก็มีสิทธิ์ทำให้แบตเสื่อมไวได้เช่นกัน

6. ก่อน Backup ข้อมูล ต้องมั่นใจว่า มีแบตเพียงพอ

ไม่ว่าจะเป็นการ Backup หรือการอัปเดต iOS ปกติแล้ว ถ้าหากแบตเตอรี่ต่ำกว่า 50% จะมีข้อความแจ้งเตือนให้ทำการเสียบสายชาร์จ หรือชาร์จแบตเตอรี่เสียก่อน จึงจะสามารถอัปเดตได้ เนื่องจากการอัปเดตหรือ Backup เหล่านี้ สูบพลังงานแบตเตอรี่ไปพอสมควร

ถ้าหากมีแบตไม่เพียงพอ อาจจะส่งผลให้ตัวเครื่องดับ และมีผลเสียต่อแบตเตอรี่เช่นกัน หลายๆ ท่านมักจะอัปเดตทิ้งไว้ โดยที่ไม่รู้ตัวว่า แบต iPhone หมดไปแล้ว และการปล่อยให้แบตเตอรี่หมดเป็นเวลานานๆ นั้น ทาง แอปเปิล จะเรียกสถานะนี้ว่า “deep discharge state” ซึ่งจะส่งผลทำให้ตัวเก็บประจุไฟไม่ทำงาน และไม่สามารถเก็บประจุไฟขณะชาร์จได้นั่นเอง

7. ใช้ที่ชาร์จของปลอม หรือไม่ได้มาตรฐาน

ที่ชาร์จของแอปเปิล จะถูกออกแบบให้มีตัดกระแสไฟเข้าเมื่อมีการชาร์จเต็ม 100% แต่ถ้าหากเป็นที่ชาร์จของปลอม หรือไม่ได้มาตรฐาน จะไม่มีฟังก์ชันตัวนี้ และส่งผลทำให้แบตเตอรี่ร้อนตลอดเวลา เสื่อมเร็วขึ้น อีกทั้ง ยังเสี่ยงต่อการระเบิดอีกด้วย ถึงแม้ว่า ที่ชาร์จของแท้จากแอปเปิล จะมีราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่น แต่ก็คุ้มที่จะลงทุนซื้อ เพื่อความปลอดภัยต่อทั้งตัวผู้ใช้ และอุปกรณ์เองอีกด้วย

อยากถนอมแบตเตอรี่บน iPhone รวมไปถึงสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ให้ใช้งานได้ยาวนาน ลองทำคำแนะนำข้างต้นไปปรับใช้กันดูนะครับ

แหล่งที่มา : sharesodthrillist.com

Comments

comments

Check Also

ให้ครูเป็นสุขชั่วนิรันดร! กลุ่มนักเรียนนำมาลัยเข้ากราบครูขณะพักรักษาตัวที่ รพ. พร้อมบรรยากาศสุดซึ้ง!

ผ่านไปไม่นานสำหรับวันครู ในช่วงนี้เรามักจะได้เห็นภาพสุดน่ารักของนักเรียน ที่ร่วมกันระลึกถึ…